BMAS CREATIVE ARTS
หลักสูตรศิลปะสำหรับเด็กที่ให้คุณค่ามากกว่าที่คุณมองเห็น

เมื่อเด็กเข้ามาทำกิจกรรมในห้องศิลปะ พอกลับออกไปจะมีผลงานให้คุณพ่อคุณแม่ดูซึ่งจะเป็นงานหลากหลายชนิด ทั้งภาพวาด,งานปั้น,งาน 3 มิติจากวัสดุหลาย ๆ อย่างดูเหมือนว่าชิ้นผลงานที่เด็กได้ทำเป็นสิ่งที่เด็กได้รับจากการเรียนศิลปะ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอีกส่วนที่เด็กได้รับจากการทำกิจกรรมศิลปะซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากกว่า เป็นสิ่งที่เด็กได้รับอย่างแท้จริง ส่วนชิ้นผลงานนั้นเป็นเพียงผลพลอยได้ (By Product)

การทำกิจกรรมศิลปะเป็นเรื่องของการปฏิบัติงาน เด็กจะได้เรียนรู้ในลักษณะ Leaming by doing ที่เราคุ้นเคยกันดี ซึ่งการสร้างผลงานนั้นจะต้องเกิดจาก 2 กระบวนการคือ กระบวนการคิดและกระบวนการปฏิบัติงาน เมื่อเด็กจะสร้างงานออกมาจะต้องผ่าน 2 กระบวนการที่ว่านี้ทุกครั้ง การได้ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องก็เป็นการเพิ่มทักษะให้กับเด็กทั้ง 2 กระบวนการ

ศิลปะเปิดโอกาสให้ใช้ความคิดโดยอิสระ ซึ่งเด็กต้องถ่ายทอดความคิดของตัวเองออกมาเป็นชิ้นผลงาน คงมีกิจกรรมไม่กี่อย่างที่เปิดโอกาสให้เด็กเล็ก ๆ ได้คิดและทำด้วยตัวเองได้ทั้งหมดการที่เด็กได้คิด เด็กจะดึงเอาประสบการณ์ที่ตัวเองมีอยู่มาประกอบกับความคิดใหม่ ๆ ตามแรงจูงใจของสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเป็นวัสดุใหม่ ๆ หรือการพูดคุยให้เด็กเกิดจินตนาการใหม่ ๆ เหล่านี้เป็นการเพิ่มทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ เมื่อเด็กถ่ายทอดความคิดของตัวเองออกมาเป็นชิ้นงานได้ เด็กจะเกิดความภาคภูมิใจและมั่นใจมากขึ้น

การได้ลงมือปฏิบัติผลงานด้วยตัวเอง เด็กจะได้ใช้กล้ามเนื้อเล็กที่มือทำงานประสานกับตาและความคิด เด็กที่ได้ทักษะจากการปฏิบัติงานจะรู้จักขั้นตอนในการทำงาน ใช้วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เด็กได้ทักษะในการทำงานเพิ่มขึ้นจากในชีวิตประจำวัน

คุณครูให้ความสำคัญกับขั้นตอนคิดและทำมากกว่าผลงานที่ดูแล้วสวยหรือดูเรียบร้อยตาม ทัศนคติของผู้ใหญ่ คุณครูคิดว่าเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ศักยภาพของตัวเอง ให้เด็กได้มีอิสระทางความคิดให้เต็มที่ในการทำกิจกรรมศิลปะเด็กจะมีความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวของตัวเองและมีความมั่นใจ

จะให้ลูกวาดภาพได้ดีต้องส่งเสริมให้ลูกได้รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า นั่นคือ การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น ได้ลิ้มรสและการสัมผัส ยิ่งเด็กได้รับประสบการณ์เหล่านี้มากเท่าใดเด็กก็จะผลิตผลงานผ่านตัวเองออกมาได้ดี อยากเห็นลูกมีพัฒนาการทางศิลปะที่ดีก็ขอให้คุณพ่อคุณแม่ใจเย็นและอดทน ให้ลูกเติบโตตามขั้นพัฒนาการธรรมชาติและสนับสนุนให้เด็กสร้างผลงานเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับตัวเอง จะช่วยให้เด็กได้เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ประโยชน์ที่เด็กได้รับจากกิจกรรมศิลปะจะอยู่กับเด็กตลอดไป

ขั้นพัฒนาการทางศิลปะของเด็ก ถูกแบ่งออกเป็นช่วง ๆ ดังนี้

  • Scribbling Stage อายุ 2-3 ขวบ เป็นขั้นรวบรวมข้อมูล เด็กเริ่มจับอุปกรณ์เป็นช่วงเริ่มต้นภาพของเด็กจะยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง
  • Pre-Schematic Stage อายุ 3-5 ขวบ เป็นช่วงที่การเขียนภาพของเด็กเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เริ่มสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้
  • Schematic Stage อายุ 5-7 ขวบ เป็นช่วงที่เด็กได้สร้างภาพที่เป็นสัญลักษณ์ของตัวเองอย่างสมบูรณ์ เด็กจะวาดภาพที่เป็นสัญลักษณ์เฉพาะของตัวเอง ช่วงนี้เด็กจะมีความคิดสร้างสรรค์สูงสุด

เมื่อเด็กอายุประมาณ 9-10 ขวบขึ้นไป เด็กจะเริ่มมีความต้องการวาดภาพในลักษณะที่เหมือนจริง

กิจกรรมศิลปะที่จัดขึ้นจะอยู่ในโครงสร้างดังนี้

1. การวาดภาพ ระบายสี (Drawing-Painting)
2. การพิมพ์ภาพ (Printmaking)
3. การปั้น (Modeling)
4. การทำงานสามมิติจากวัสดุต่างๆ (Constructing)

คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่เด็ก ๆ ได้โดยไม่ยาก

  • ชื่นชมผลงานของลูก เพื่อสร้างความรู้สึกที่เป็นบวกให้แก่ลูก
  • ส่งเสริมให้ลูกคิดด้วยตัวเอง ไม่สนับสนุนให้ลอกเลียนแบบผู้อื่น
  • ไม่ควรสอนให้ลูกวาดรูปแต่ถ้าลูกมาขอให้สอนก็ควรพาไปดูของจริง ถ้าไม่สามารถทำได้ก็หารูปถ่ายหรือรูปวาดแบบเหมือนจริงให้ลูกดู
  • ไม่ควรให้ลูกระบายสีในสมุดภาพระบายสี เพราะไม่ได้ช่วยส่งเสริมในเรื่องของความคิด เด็กไม่ได้ใช้ศักยภาพของตัวเองเลย นอกจากทักษะมือที่ระบายสีในช่องที่กำหนดจะดีกว่ากันมากถ้าจะให้กระดาษเปล่ากับอุปกรณ์วาดรูปแก่ลูก
  • ไม่ควรให้หนังสือสอนวาดรูปแก่ลูก เพราะเป็นการส่งเสริมให้ลอกเลียนแบบ
  • อย่าจับมือลูกวาดรูป เพราะเด็กมีพัฒนาการทางการวาดรูปตามธรรมชาติอยู่แล้ว การสอนด้วยการจับมือจะทำให้เด็กหมดความมั่นใจตัวเองและคิดว่าตัวเองต้องพึ่งพาผู้ใหญ่
  • หาหนังสือที่มีรูปสวย ๆ ให้ลูกดู พาลูกไปสถานที่ต่าง ๆ ไปดูงานแสดงศิลปะบ้าง
1 คอร์ส เรียน 8 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง เรียนทุกวันเสาร์ โดย อ.ชลิตา วงศ์พันธุเศรษฐ์ (ครูชมพู่)
จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะมัณฑนศิลป์ ภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป

 

  Home | News and Event | Our Course | Links| About Us | Contact Us